คิดไว้ว่าจะเขียนตั้งแต่กลับมาใหม่ๆ แต่ด้วยความขี้เกียจและงานมากมายก็เลยดองมาครบหนึ่งปีพอดิบพอดี (ถึงจะแอบอัพรีพอร์ตไลฟ์นิโกะที่บินไปส่องอาสุเกะซังไปแล้วก็ตาม ฮา) เอาเป็นว่า วันนี้เมื่อปีที่แล้วบินไปเที่ยวญี่ปุ่นมาค่ะ


ญี่ปุ่นนี่เป็นประเทศในฝันเลยล่ะ อยู่ในสามอันดับประเทศที่เราอยากไปสักครั้งในชีวิต พอเริ่มทำงานมีเงินเดือนก็เริ่มเก็บเงินมาเรื่อยๆ ด้วยความที่เป็นการไปต่างประเทศครั้งแรกแถมวางแผนจะไปคนเดียวเลยหาข้อมูลเยอะมากๆ ไปงานท่องเที่ยวเก็บเอกสารนั่นนู่นนี่มาอ่านเต็มไปหมด กะว่าจะไปสักสิบวัน พอเก็บเงินได้ถึงเป้าก็เลยไปทำเรื่องขอวีซ่า ตื่นเต้นมากกลัวจะไม่ผ่าน ลุ้นมากเพราะตอนนั้นอาสุเกะซังประกาศไลฟ์พอดี จากที่ยังไม่ได้คิดว่าจะไปวันไหนนี่ระบุทันที ฉันจะไปช่วงนี้แหละ! ถ้าวีซ่าไม่ผ่านบัตรก็คงไม่ได้ซื้อ วันที่ไปรับหนังสือเดินทางคืนนี่เฉียดฉิวกับวันขายบัตรมากเลยกดดันเข้าไปใหญ่ ปรากฏว่าผ่านค่ะ ได้วีซ่า 90วันมา ดีใจน้ำตาแทบไหล ฮะฮะ


อย่างที่เขียนในเอนทรี่นู้นว่าได้บัตรไลฟ์ก่อนมีตั๋วเครื่องบินและที่พักอีก (ขอบคุณน้องแก้วอีกครั้งที่กดบัตรให้นะคะ) พอมีวีซ่ามีบัตรไลฟ์แล้วจึงเริ่มมองหาตั๋วเครื่องบิน เหมือนคนโรคจิตมากกูเกิ้ลหาเว็บจองตั๋วทั้งหลายเป็นบ้าเป็นหลัง ใช้เว็บ Skyscanner ก็สะดวกดี ตอนแรกจองกับที่นึงไปแล้วแต่อยู่ๆเว็บนั้นส่งมาบอกว่าคงไม่ได้ราคาที่ตกลงกันไว้ เราเลยยกเลิกไป มาได้ของ China Eastern ราคาไป-กลับ 15,500 บาท ต่อเครื่องที่เซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นค่อยทยอยจองที่พักตามแพลนคร่าวๆ ว่าวันไหนจะไปที่ไหนบ้าง ที่แน่ๆคือวันที่ 4 พ.ค. ต้องไปนาโงย่าหาอาสุเกะซัง สารภาพว่าโปรแกรมทุกอย่างมีผู้ชายคนนี้เป็นหลัก อย่างอื่นวางไว้หลวมๆเลย 555555


 ช่วงนั้นค่าเงินลงฮวบๆ ก็ทยอยแลกไป เรทเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 32:100เยน แต่มันน่าเจ็บใจสุดๆตอนที่เราแลกงวดสุดท้ายแล้ววันรุ่งขึ้นมันลงไปอยู่ 29บาท ทำไมถึงทำกับฉันด้ายยยยยย หลังจากแลกเงินแล้วก็ไม่ค่อยมีอะไร ซื้อ JR-Pass แบบ 7 วัน เพราะรู้ว่าตัวเองจะไปหลายเมือง เช่าพ็อกเก็ตไวไฟด้วยเพราะเราจะไม่เปิดโรมมิ่งใดๆทั้งสิ้น

 

ประมาณหนึ่งเดือนก่อนเดินทางเราก็เก็บตกผู้ร่วมทางได้ 1 ea กร๊ากกก หมาป๊าหูยาวจะไปตามทาคิซาว่าค่ะ ก็จัดการเรื่องตั๋ววีซ่าที่พักในเวลาอันรวดเร็ว แป๊บๆวันเดินทางก็มาถึง หมาสองตัวไปพบกันที่สนามบินสุวรรณภูมิตอนประมาณสามทุ่มของคืนวันที่ 30 เมษา เช็คอินโหลดกระเป๋ากันเรียบร้อยก็เดินเข้าไปด้านใน ตื่นเต้นกับทางเดินยาวไม่มีที่สิ้นสุดเบาๆ มองหาเกตไป ก็ปล่อยทางเลื่อนพาเราไป เมื่อรู้แล้วว่าจะต้องไปทางไหนก็ไปขอรหัสไวไฟแล้วก็เดินสำรวจกันสักหน่อย เวลายังเหลืออีกเยอะ ประกอบกับพี่สาวให้บัตรคิงพาวเวอร์มาบอกให้ไปนั่งรอหาไรกินฟรีๆซะ แต่พอไปถึงปรากฏว่าต้องเจ้าของบัตรมาด้วยถึงจะเข้าได้ ขณะกำลังแป้กๆนั่นเอง บารมีของหมาป๊ามิสกาแล็กซี่ก็ได้สำแดงอภินิหาร 5555555 บัตรประจำตัวแพทย์สมัครฟรีค่ะพี่น้อง แล้วลูกหมาก็ได้อานิสงส์ติดตามเข้าไปนั่งชิวกันในที่สุด มีขนมให้กิน มีเค้กให้จิ้มๆ สั่งพวกน้ำพวกกาแฟอะไรงี้ได้ด้วย ที่สำคัญคือ ฟรี!!!


 หลังจากเติมเต็มกระเพาะอาหารจนสบายใจแล้วก็ใกล้เวลาพอดี ก็ลากรถกันไปตามทาง ผ่านด่านตรวจบัตรบลาๆๆก็ได้ขึ้นเครื่องค่ะ ข้อดีของไชน่าอีสเทิร์นคือตอนเช็คอินเราเลือกที่นั่งได้แหละ เรากับหมาป๊าจองตั๋วคนละรอบแต่ก็ได้นั่งด้วยกันนะเพราะบอกจนท.ตอนเช็คอิน ประมาณตีหนึ่งเครื่องก็ออก หมาป๊าและลูกหมาชัตดาวน์ตัวเองเรียบร้อย สักประมาณตีสองเกือบตีสามเห็นจะได้ คุณแอร์มาปลุกกินข้าวค่ะ มีให้เลือกสองอย่างแต่จำไม่ได้แล้วว่ามื้อนั้นกินอะไร กินเสร็จแล้วเล่นซ่อนตาดำกันต่อ โดนปลุกอีกทีตอนเกือบหกโมงเครื่องใกล้จะแลนด์ดิ้งที่เซี่ยงไฮ้ค่ะ ก็เตรียมตัวหยิบสัมภารก(?)เรียบร้อย หมาป๊าหยิบมาสก์ขึ้นมายื่นให้พร้อมบอกว่าตอนนี้ไข้หวัดระบาดใส่กันไว้ดีกว่า ตอนนั้นประทับใจมาก เตรียมพร้อมสมกับเป็นหมอจริงๆ ฮา


 

 เครื่องจอดก็เดินผ่านงวงช้างเข้ามาในอาคาร ผ่านกระบวนการตม.ทั้งหลายแหล่ก็เตรียมไปต่อเครื่อง อย่างที่บอกคือจองตั๋วกันคนละรอบเครื่องที่หมาป๊าจะนั่งต่อไปออกก่อนของเราหลายชั่วโมง พอส่งหมาป๊าขึ้นเครื่องเสร็จเราก็เดินมาหาเกตตัวเองบ้าง


 

 เราชอบสนามบินนี้นะ คือพร้อมมาก มีไวไฟให้ใช้ แถวที่นั่งมีปลั๊กให้เสียบเยอะมาก อ้อ มีน้ำร้อนให้กดกินด้วย แต่ประเด็นคือเครื่องเราออกห้าโมงเย็น เวลาเลยเหลือเฟือ หลับแล้วหลับอีกเล่นเกมแล้วเล่นเกมอีกก็ยังไม่ถึงเวลา ท้องก็เริ่มหิวเลยออกเดินสำรวจไปเรื่อย ว่าจะซื้อของในเซเว่นแต่เราก็ไม่ได้แลกเงินจีนไว้เลย พอดีเจอร้านข้าวร้านนึงก็เข้าไปสั่งกินแล้วก็รูดบัตรเดบิตเอา ออกมารับรออีกพักนึงก็ได้ขึ้นเครื่อง


 

 

 


เครื่องที่ออกจากเซี่ยงไฮ้นี่เป็นเครื่องบินค่อนข้างเล็ก แถมคนโล่งมาก ข้างๆเราไม่มีคนนั่งเลยวางของซะเลย รอบๆตัวคนจีนซะเกือบหมด เราก็มองนั่นมองนี่หลับบ้าง แล้วคุณแอร์ก็ปลุกกินข้าวอีก คล้ายๆปลาแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนเป็นเต้าหู้ที่ผสมอะไรสักอย่าง ไม่อร่อยเลย ตามกำหนดการเราต้องไปถึงสามทุ่มครึ่ง แต่ไม่รู้ยังไงไปถึงสนามบินคันไซตั้งแต่สามทุ่ม ออกจากเครื่องมาเราปวดฉี่มากก็เลยแวะเข้าห้องน้ำก่อน พอเดินออกมาก็ไม่เหลือใครแล้ว เริ่มวิตกจริตหน่อยๆ ก็มองตามป้ายแล้วก็เดินไป มีคุณแอร์คนสวยเดินสวนมา เธอยิ้มให้แล้วถามเป็นภาษาญี่ปุ่นเสียงดังฟังชัดว่า “มาจากเซี่ยงไฮ้ใช่มั้ยคะ เดินไปทางนี้เลย” (นี่ถ้าเป็นคนไม่รู้ญี่ปุ่นล่ะ55555) ก็เดินไปตามที่เธอบอก ทีนี้ก็มองไปเห็นว่าจะเอากระเป๋าตรงไหน คือบ้านนอกอ่ะค่ะ เพิ่งเคยบินมาต่างประเทศอ่ะค่ะ เจ้าหน้าที่เดินมาหาเราเลย คงเห็นเราทำหน้าโง่ๆเลยชี้ไปทางนึง มองไปเห็นกระเป๋าเราอ้างว้างเดียวดายอยู่ตรงนั้น เขินมาก แงงงง ทีนี้ก็มีให้กรอกใบนั่นนู่นนี่ ก็งงๆบ้าง แล้วก็มีคุณลุงเจ้าหน้าที่เดินมาช่วย ก็คุยกันอยู่พักนึง ลุงก็บอกให้เขียนแบบนี้ๆ แล้วเอาเงินมาเท่าไหร่ พักที่ไหนล่ะ เราก็ดั๊นจำที่อยู่โรงแรมไม่ได้ คุณลุงก็บอกไม่เป็นไร เขียนแค่ชื่อก็ได้ ทีนี้แกก็บอกเอาพาสปอร์ตสิ เดี๋ยวลุงพาไปจัดการตรงนู้น คือมีช่องสแกนนิ้วสแกนพาสปอร์ตว่างั้น ก็เลยหยิบขึ้นมาให้ แกก็ดู แล้วก็อุทานทำหน้าตกใจ “คนไทยหรอกเรอะ” เราก็ตอบ ใช่ๆคนไทยค่ะ เราขำ ลุงก็ขำ แล้วฮีก็บอกว่า โอเค โก โก คือแหมลุงคะ ถ้าจะพูดญี่ปุ่นกันมานานขนาดนี้แล้วไม่ต้องเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษตอนนี้ก็ได้ค่ะ555555 พอผ่านจุดสแกนตรงนั้นแล้วเราก็ถามคนตรงนั้นว่าไปไงต่อ เค้าก็อธิบายชี้ๆ เราก็เดินตามไป เจอรถไฟฟ้า(?)ที่จะวิ่งเข้าอีกตึกนึงกำลังจะออกพอดี คนเต็มเลยก็วิ่งเข้าไป คนจีนข้างๆหันมาถามว่ารถนี่วิ่งไปไหน เอ่อ เกือบตอบแล้วว่าไม่รู้ แต่กลัวโดนถามต่อเลยตอบภาษาอังกฤษไปว่าไม่เข้าใจภาษาจีน555555 รถเคลื่อนตัวเข้าจอดแล้วเราก็เดินตามทุกคนออกไป ความสนุกมันเริ่มขึ้นตรงนี้แหละ

 

เรานัดกับเพื่อนที่จะมารับไว้ เพื่อนบอกไว้ว่าเดี๋ยวรออยู่หน้าประตูทางออก เราก็ไม่ได้ถามเนอะว่าทางออกไหน ทางออกผู้โดยสารหรือทางออกสนามบินไปขึ้นรถไฟ เราออกมามองซ้ายมองขวาก็ไม่เจอ เลยคิดว่า อ๊ะ อาจจะทางออกสนามบินก็ได้เลยขึ้นไปชั้นสอง เอ... ไม่เห็นมีเลย หรือมันยังมาไม่ถึงหว่า เห็นเค้าท์เตอร์แลกตั๋วเจอารืก็เลยเดินไปแลกซะ อากาศเย็นมากกกกกก ที่เซี่ยงไฮ้ว่าเย็นแล้ว ที่นี่เย็นกว่าสุดๆ หยิบไอพอดขึ้นมาเช็คอุณหภูมิอยู่ที่ 14 องศา นึกเอานะ ว่าเรามาจากไทยที่ 37 องศาอ่ะ แต่ชอบมากเลยนะ ฮะฮะ ว่าจะรอตรงนั้นแต่ก็กลัวไม่ไหวเลยเข้ามาข้างใน ไวไฟสนามบินต่อไม่ได้ เดินไปคุยกับเจ้าหน้าที่แล้ว เค้าพยายามช่วยแล้วแต่ก็ต่อไม่ได้ มือถือก็ไม่มี พ็อกเก็ตไวไฟก็สั่งไปส่งที่หอเพื่อนอีกตะหาก ชีวิตรันทดมาก เดินวนไปวนมาส่องหาไปเรื่อย จนในที่สุดมองลงไปก็เจอแผ่นหลังที่คุ้นตาป้วนเปี้ยนแถวทางออกผู้โดยสาร หุ่นแบบนี้ส่วนสูงแบบนี้ ภูมิแน่ๆ เลยหอบของลงไปหา โอ๊ย ดีใจมาก ตอนนั้นสี่ทุ่มพอดี เสียเวล่ำเวลาสุดๆ พอเจอกันแล้วก็ขึ้นมาทางออกสนามบินที่เรามาสำรวจเมื่อกี้ ซื้อตั๋วเข้าเมืองให้ตัวเองกะภูมิ เนื่องจากเจอาร์พาสจะเก็บไว้ใช้วันหลัง มันก็สอนใช้เครื่องว่าให้ดูราคาตรงนี้ ตามชื่อสถานีมันจะมีราคาอยู่ เราจะไปชินอิมามิยะกัน กดแล้ว ใส่เงินตรงช่อง ได้ตั๋วออกมา เรียบร้อยแล้วก็ลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟ ตอนนั่งก็รู้สึกร้อนๆเลยถามภูมิว่า แกว่ารถมันร้อนๆมั้ย เลยได้ความกระจ่างว่า ที่นั่งมันอุ่นก้นนะคะท่านผู้ชมมม



 


พอถึงสถานีแล้วเราก็ให้เจ้าถิ่นนำไปค่ะ ปรากฏว่าหลงทั้งคู่หาโรงแรมไม่เจอ5555555 เปิดแผนที่ดูหันซ้ายหันขวาแล้วก็ อ๊ะ อยู่ตรงนั้นเอง คือแบบใกล้มาก ถ้าเมื่อกี้หันไปมองตั้งแต่ลงจากสถานีคงเจอแล้ว ก็ลากของไปที่โรงแรมแล้วเข้าไปเช็คอิน คุณลุงพนักงานก็อธิบายเรื่องต่างๆเช่น ห้องอาบน้ำอยู่ชั้นหนึ่ง ผู้หญิงเข้าได้กี่โมง ปิดกี่โมง เวลาจะใช้เอากุญแจอันนี้ไขเข้าไปนะ ล็อกไว้ให้ แต่บอกเลยว่าไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ ใช้ห้องชาวเวอร์แยกตลอด ฮะฮะ ถ้ากลับมาหลังเที่ยงคืนประตูหน้าปิดต้องไปเข้าข้างๆนะ ใช้รหัสนี้ๆ คุยเรียบร้อยก็เอาของขึ้นไปเก็บ แต่เพราะเราอยู่เลดี้ฟลอร์ภูมิเลยช่วยขนขึ้นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่อะไรเราก็ขนขึ้นไปเอง


 

 

 

 พบว่าห้องแคบมาก ประหยัดพื้นที่สุดๆ แต่ว่ามีตู้เย็น ทีวี แอร์ โต๊ะเขียนหนังสือพร้อมเลยนะ ห้องน้ำมีทั้งแบบนั่งยองและชักโครก มีไดร์เป่าผมในนั้น ถ้าใช้ก็ต้องเดินมาใช้ที่นี่ล่ะ

 

เก็บของแล้วก็ลงมา ตอนนั้นเกือบๆเที่ยงคืนแล้ว อากาศเย็นลงอีก ภูมิบ่นหนาวแต่เราว่ากำลังดี คือชอบอากาศเย็นน่ะนะ ภูมิพาเดินไปโดทงโบริประหยัดค่ารถ ก็เดินไปเม้าท์ไป พวกสุกิยะ โยชิโนยะที่นี่เปิด 24 ชั่วโมงด้วยล่ะ แต่ไม่ได้ลอง

 

 

 เดินผ่านเซนนิจิมาเอะ ผ่านชินไซบาชิและอื่นๆ ร้านเกมเยอะ ตู้จับตุ๊กตาก็เยอะ นาเมโกะเต็มเลย ตื่นตาตื่นใจมากอ่ะ แถวนี้ยังดูคึกคักแม้ว่าจะเที่ยงคืนกว่าแล้ว แต่กุลิโกะปิดไฟแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายมาเลย เจอโฮสต์เป็นกลุ่มก้อน โฮสต์โอซาก้านี่ไม่ไหว ต่างจากที่คิดเลย แว๊นมากๆค่ะ ก็เดินกันไปเรื่อยๆจนถึงอิซากายะสักร้าน

 

 

 

 ภูมิบอกมากินร้านนี้บ่อย เพราะเลิกไบท์ห้าทุ่ม ไม่ค่อยมีอะไรเปิดหรอก ร้านนี้ไม่ค่อยแพงด้วย ประเด็นคือ อ่านเมนูแทบไม่ออกค่า ดีนะมีรูปและมีภูมิ(ดูฉลาด5555) ก็อิ่มท้องสบายใจกันไป อ้อ ขโมยมือถือภูมิบอกข่าวที่บ้านนิดนึง ก็ที่ไทยเพิ่งจะสี่ทุ่มนี่นะ กินเสร็จก็เดินชมนั่นนู่นนี่แล้วเดินกลับ

  

  

คราวนี้เย็นจนมือชา ควักไอพอดขึ้นมา 9 องศา! มิน่าล่ะถึงเย็นแปลกๆ นี่เป็นอุณหภูมิต่ำสุดที่เคยเจอตั้งแต่เกิดมาเลย มือซุกกระเป๋าตลอดเลยล่ะ เดินกลับมาถึงโรงแรมภูมิก็กลับหอ เราขึ้นมาเปลี่ยนชุดใส่เสื้อคลุมอาบน้ำลงไปอาบช้างล่าง หวิวมากบอกเลย55555 แต่ตีสองตีสามแล้วไม่มีใครอยู่แล้วล่ะ เงียบมาก เข้าไปอาบที่เป็นฝักบัวเดี่ยว น้ำร้อนมาก ปรับแล้วปรับอีก ที่นี่มีสบู่แชมพูผ้าเช็ดตัวให้พร้อม สบายเลย กลับขึ้นห้องมาก็ตีสามแล้ว แต่ยังไม่ง่วง (แหงล่ะ อยู่ไทยนอนเช้า) เดินออกไปเป่าผมที่ห้องน้ำ แบบเค้าเปิดหน้าต่างไว้ ลมข้างนอกนี่เย็นมาก ได้ยินเสียงซิ่งมอเตอร์ไซแข่งกันอยู่ข้างล่างด้วย หลังรถมีธงโบกๆเหมือนในการ์ตูนเลยล่ะ กลับมาก็ยังไม่ง่วงเลยเปิดทีวีดูนิดหน่อย จริงๆคาดหวังจะดูทีวีช่องสายรุ้งมาก อยากสัมผัสน่ะ กร๊ากกก แต่ไม่มี สงสัยเพราะเป็นชั้นผู้หญิงด้วยล่ะ นึกขึ้นได้ว่าวันรุ่งขึ้นจะไปงานวัฒนธรรมที่ม.โอซาก้ากับน้องแก้ว เลยแมสเสจไปนัดเวลากับน้องสำหรับเที่ยวพรุ่งนี้อีกที ตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมงเช้า ปิดไฟนอน หมดวันแรกไปด้วยประการฉะนี้


ย๊าวยาวเนอะ ขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ค่ะ วันที่ 2 จะพยายามอัพภายในพรุ่งนี้ จะได้ตรงตามเวลา ฮะฮะ

  

22.57 p.m. 01/05/2014 

PK でした♥︎~